พอกหน้าลดรอยสิว

1. พอกหน้าด้วยมันฝรั่ง

นอกจากมันฝรั่งจะนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิดแล้ว มันฝรั่งยังสามารถนำมาใช้บำรุงผิวพรรณให้สวยเนียนสดใส ไร้จุดด่างดำได้เป็นอย่างดี เพราะในมันฝรั่งนั้นมีแร่ธาตุสำคัญและสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวมากมาย ได้แก่ วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในแป้งมันฝรั่ง ที่ช่วยลดความหมองคล้ำและริ้วรอย ช่วยปรับสภาพผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้นได้ เพียงนำมันฝรั่งไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำเนื้อมันฝรั่ง หรือน้ำมันฝรั่งมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เมื่อแห้งให้นำแผ่นมันฝรั่งสดที่ฝานไว้ มาถูวนเบา ๆ เป็นการขัดหน้าอีกครั้งประมาณ 10 นาที นอกจากมันฝรั่งจะช่วยลดรอยดำจากสิวได้แล้ว ยังใช้ขัดลดริมฝีปากคล้ำ และใต้วงแขนคล้ำได้อีกด้วยนะคะ

 

2. พอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในด้านความสวยความงามเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยสมานแผลพุพอง ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และยังช่วยปรับสภาพผิวหน้าที่มีปัญหาสิว จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ให้ดูเรียบเนียนสดใสและเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น เพียงนำใบว่านหางจระเข้ที่ตัดไปแช่น้ำสะอาดแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองออกให้หมด และปอกเปลือกให้เหลือแต่วุ้น ล้างน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วผึ่งไว้สักครู่หรือนำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นนำเนื้อว่านหางจระเข้มาถูนวดวนเบา ๆ และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง วิตามินและแร่ธาตุที่มีในว่านหางจระเข้ จะช่วยรักษาสิวและช่วยลดเลือนจุดด่างดำจากสิวได้เป็นอย่างดี

 

3. พอกหน้าด้วยข้าวโอ๊ตบด

ข้าวโอ๊ตบด สามารถนำมาใช้สครับขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไป นอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้จุดด่างดำต่าง ๆ ลดเลือนลงได้ด้วย เพียงนำข้าวโอ๊ตประมาณ 1/2 ถ้วย ผสมน้ำมะนาว 3-4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วนำมาขัดนวดวนเบา ๆ และพอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะช่วยลดเลือนรอยสิวให้จางลงได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

4. พอกหน้าด้วยมะละกอ

สาว ๆ รู้หรือไม่ว่านอกจากประโยชน์ที่ได้จากการทานมะละกอแล้ว เนื้อของมะละกอสุกยังสามารถทำเป็นมาสก์พอกหน้าได้อย่างดี เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและอีสูง ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยลดรอยด่างดำ ลดความมันบนใบหน้า และทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นอีกด้วย โดยใช้มะละกอสุกมาบดให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตา พอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ วิตามินและเอนไซม์ในมะละกอจะช่วยบำรุงผิวหน้า และช่วยลดเลือนจุดด่างดำจากสิวได้ดี

 

5. พอกหน้าด้วยผงขมิ้น

สูตรพอกหน้ายอดฮิตสำหรับสาว ๆ ที่นิยมนำมาใช้ลดรอยสิวได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ เพียงแค่ผสมผงขมิ้น 1 ถ้วย กับน้ำนมและน้ำมะนาว ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง นอกจากจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำจากสิวแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดสิว ช่วยรักษาสิวอักเสบ ปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่ม รูขุมขนกระชับขึ้น

มะนาวรักษาสิวอุดตัน

1. น้ำมะนาว

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและเบสิกสุด ๆ แค่คั้นน้ำมะนาวออกมาพักใส่ถ้วยไว้ ชุบด้วยคัตตอนบัด และนำไปแต้มบริเวณสิวอุดตัน ทิ้งไว้ให้แห้งเอง จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ทำซ้ำ 2-3 ครั้งต่อวัน ในน้ำมะนาวอุดมไปด้วยกรด AHA (Alpha Hydroxy Acid) ที่จะไปช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวในบริเวณนั้น และช่วยขับให้สิวอุดตันออกมาได้เร็วขึ้น

 

2. น้ำมะนาวกับน้ำผึ้ง

ในน้ำผึ้งประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สารฆ่าเชื้อ และสารยับยั้งแบคทีเรียที่ช่วยกำจัดสิวอุดตัน แถมยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่มและรูขุมขนกระชับ เมื่อมาผสมกับมะนาวที่อุดมไปด้วยวิตามินซีแล้ว ยิ่งทำให้สูตรนี้ดีเริดสุด ๆ เพียงนำน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จะช่วยกำจัดสิวอุดตัน สิวเสี้ยน และยังช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มกระจ่างใสด้วยค่ะ

 

3. น้ำมะนาวกับนมสด

สรรพคุณของน้ำมะนาวและนมสดนั้นช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก ทั้งยังช่วยขจัดสิวอุดตันได้เป็นอย่างดี เพียงใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมกับนม 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน และนำมาทาให้ทั่วหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที หรือจนกว่าจะแห้ง จากนั้นล้างออกให้สะอาด จะรู้สึกว่าผิวหน้าดูเรียบเนียน และสิวอุดตันลดลง

 

4. น้ำมะนาวกับไข่ขาว

นำไข่ขาว 1 ฟอง ผสมกับน้ำมะนาวครึ่งลูก และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้จนแห้ง จากนั้นค่อย ๆ ลอกแผ่นมาสก์ออกเพื่อกำจัดสิวหัวดำ และสิวอุดตันต่าง ๆ แล้วล้างหน้าด้วยน้ำเย็นตบท้าย ทำเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง รับรองว่าสิวอุดตันหายเกลี้ยงแน่นอน

 

5. น้ำมะนาวกับผงอบเชย

ในผงอบเชยประกอบไปด้วยสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิว สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพิษต่าง ๆ เมื่อผสมกับมะนาวก็ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพียงใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมกับผงอบเชย 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันและนำมาแต้มลงบนสิวอุดตัน ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดไขมันส่วนเกิน และลดการอุดตันของสิวได้ดี

6. น้ำมะนาวกับเบกกิ้งโซดา

สูตรนี้เป็นสครับลดสิวอุดตันที่ดีมาก ๆ เพียงผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ เข้ากับน้ำอุ่น 2 ช้อนโต๊ะ ผสมจนเนื้อเข้ากัน แล้วจึงหยดน้ำมะนาวลงไปประมาณครึ่งลูก ก่อนทาให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน แล้วจึงนำครีมเบกกิ้งโซดาที่ทำไว้มาทาหน้า ค่อย ๆ ขัดนวดวนเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า สามารถทำซ้ำได้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง จะรู้สึกว่าสิวอุดตันลดลงค่ะ

 

7. น้ำมะนาว ผสมกับนำผึ้ง โยเกิร์ต และเกลือ

สูตรนี้อาจใช้ส่วนผสมค่อนข้างเยอะ แต่บอกเลยว่าแต่ละอย่างเด็ด ๆ ทั้งนั้นค่ะ เพียงแค่คั้นน้ำมะนาวให้ได้ 1 ถ้วย จากนั้นใส่น้ำผึ้ง โยเกิร์ต (ใช้นมแทนได้) และเกลือ จำนวนเท่า ๆ กัน ผสมให้เข้ากัน และนำมาทาบริเวณที่เป็นสิวอุดตัน ขัดวนเบา ๆ ประมาณ 3-5 นาที พักไว้ประมาณ 1 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ลดอาการเกิดสิวอุดตันได้เป็นอย่างดี

มะนาวทาแก้ฝ้า

สูตรที่ 1 : น้ำมะนาว

สูตรนี้เป็นสูตรที่ทำง่ายมาก ๆ เพียงคั้นน้ำมะนาว แล้วนำไปทาบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนหรือมากกว่านั้น แม้ขณะทำสาว ๆ อาจรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ บ้าง แต่เชื่อเลยว่าผลลัพธ์ออกมาดีแน่นอน นั่นก็เพราะว่ากรดวิตามินซีจากน้ำมะนาวจะไปช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดเลือนฝ้าและริ้วรอยจากสิวได้เป็นอย่างดีนั่นเองค่ะ

 

สูตรที่ 2 : น้ำมะนาว + น้ำผึ้ง

สูตรนี้เพิ่มน้ำผึ้งมาเป็นวัตถุดิบอีกอย่างหนึ่ง โดยผสมน้ำมะนาวจำนวน 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และนำมาขัดนวดวนบนใบหน้าเบา ๆ พอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน สาว ๆ จะเริ่มสังเกตได้ว่าหน้าใสขึ้น จุดด่างดำ ฝ้า และกระค่อย ๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด แถมน้ำผึ้งยังช่วยทำให้ใบหน้าของคุณสาว ๆ เนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย

 

สูตรที่ 3 : น้ำมะนาว + น้ำผึ้ง + โยเกิร์ต

ผสมส่วนผสมทั้ง 3 ในจำนวนเท่า ๆ กัน ในอัตราส่วนน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อผสมจนเข้ากันแล้ว ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยลดเลือนจุดด่างดำ รวมถึงฝ้าบนใบหน้าได้ดี อีกทั้งในน้ำผึ้งและโยเกิร์ตยังมีส่วนช่วยให้ผิวหน้าของสาว ๆ เนียนเด้ง ขาวใสได้อีกด้วยค่ะ

 

สูตรที่ 4 : น้ำมะนาว + ขมิ้นชัน

สูตรลดฝ้าสูตรนี้ เป็นสูตรที่สามารถทำได้ง่าย ๆ อีกสูตรหนึ่ง เพียงนำผงขมิ้นชันที่บดละเอียดมาผสมกับน้ำมะนาว ในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 คนให้เข้ากัน ผงขมิ้นจะข้นกำลังดี จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ และยังช่วยลดสิวอักเสบ รอยดำรอยแดงจากสิวให้จางลงอย่างเห็นได้ชัด

 

สูตรที่ 5 : น้ำมะนาว + น้ำสับปะรด + น้ำผึ้ง

สูตรนี้อาจใช้วัตถุดิบหลายอย่าง แต่ขอบอกเลยว่าผลออกมาดีแน่นอน เพียงสาว ๆ นำน้ำมะนาว น้ำสับปะรด (ใช้น้ำส้มแทนได้) และน้ำผึ้ง โดยผสมน้ำมะนาวและน้ำสับปะรดในอัตราส่วนเท่ากัน คืออย่างละ 1-2 ช้อนโต๊ะ และใส่น้ำผึ้งเล็กน้อย คนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำไปพอกหน้าทิ้งไว้ 10–15 นาที แล้วล้างออก วิตามินซีในน้ำมะนาวและน้ำสับปะรดจะช่วยให้ฝ้าจางลง ใบหน้ากระจ่างใสขึ้น และในน้ำผึ้งจะมีเอนไซม์ช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นอีกด้วยค่ะ

ครับผิวด้วยแตงโม

1. แตงโม+น้ำตาล

สูตรนี้เป็นสูตรที่ทำได้ง่ายมาก ๆ เพียงแค่นำแตงโมมาบดให้ละเอียดให้ได้ปริมาณ 1 ถ้วย นำมาผสมกับน้ำตาลทราย 1 ถ้วย และน้ำมะนาวอีก 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาขัดผิวเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก จะช่วยคืนความกระจ่างใส เพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื้นให้กับผิว แถมยังรู้สึกเย็นสดชื่นจากแตงโมอีกด้วยค่ะ

 

2. แตงโม+น้ำมันมะพร้าว

หั่นแตงโมเป็นชิ้นเล็ก ๆ (รวมเนื้อสีขาวที่ติดเปลือก) บดให้เป็นเนื้อละเอียด โดยใช้ช้อนบดให้พอได้กากแตงโมไว้ใช้ขัดผิว จากนั้นหยดน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำตาลทรายจำนวน 1 ถ้วย คนให้เข้ากัน ก็จะได้ส่วนผสมที่พร้อมสครับผิว เก็บไว้ในขวดโหล นำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ และนำออกมาขัดเบา ๆ ให้ทั่วผิวขณะอาบน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น เกล็ดน้ำตาลช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมของแตงโมให้รู้สึกสดชื่น แถมผิวยังนุ่มเด้ง น่าสัมผัสอีกด้วย

 

3. แตงโม + น้ำผึ้ง

สาว ๆ คนไหนที่เพิ่งออกแดดจัด ๆ แล้วประสบปัญหาผิวแสบแดงไหม้ หรือผิวแห้งหมองคล้ำละก็ แตงโมช่วยคุณได้ค่ะ เพียงนำแตงโมบด 1 ถ้วย ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ บีบน้ำมะนาวเล็กน้อย และใส่น้ำตาล ½ ถ้วย คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วนำมาขัดผิวให้ทั่วตอนอาบน้ำ โดยเฉพาะผิวบริเวณที่ค่อนข้างแห้ง และหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หรือหัวเข่า สูตรนี้จะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป เผยผิวกระจ่างใส และยังช่วยบำรุงความชุ่มชื้นให้กับผิว รักษาอาการแสบไหม้จากแสงแดดได้ดีอีกด้วยค่ะ

 

4. แตงโม + สตรอว์เบอร์รี

นำแตงโม 4 ชิ้น และสตรอว์เบอร์รี 3 ลูกมาบดให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และใส่แป้งข้าวเจ้า หรือแป้งข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ก็จะได้สครับผิวสูตรแตงโมสตรอว์เบอร์รีออกมาให้สาว ๆ นำไปใช้ขัดผิวให้ทั่ว โดยขัดทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะรู้สึกได้ว่าผิวกระจ่างใส เนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น นอกจากแตงโมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นสู่ผิวแล้ว สตรอว์เบอรร์รียังอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง มีกรด AHA ช่วยปรับสภาพผิว ลดการอุดตันของรูขุมขนอันเป็นต้นเหตุของสิว และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหน้าแลดูอ่อนเยาว์ กระจ่างใส

5. แตงโม + กล้วย

ผสมเนื้อแตงโมบด 1 ถ้วย กับ กล้วยบด ½ ถ้วย และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ½ ถ้วย ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำมาขัดผิว และพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออก สาว ๆ จะรู้สึกได้ว่าผิวนุ่มนิ่ม และสว่างสดใสขึ้น แถมยังช่วยรักษาสิว ลดเลือนริ้วรอย และจุดด่างดำได้ดี เนื่องจากกล้วยอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 บี 6 และ บี 12 ซึ่งช่วยบำรุงผิวได้อย่างหลากหลาย เมื่อนำมาผสมกับแตงโมที่เป็นเสมือนมอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น จึงให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

หยุดปัญหาผิวหลังโกนขนได้อยู่หมัด

1. ใช้น้ำเย็นปรับสภาพผิว

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สาว ๆ ควรทำหลังจากโกนขนเสร็จค่ะ เพียงใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเย็นคลุมให้ทั่วผิวบริเวณที่เพิ่งโกน ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ความเย็นจะช่วยรักษาบาดแผลจากการโกน บรรเทาอาการแสบและช่วยลดอาการผิวหนังอักเสบได้เป็นอย่างดี

2. ใช้น้ำอุ่นประคบ

แม้ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ดูตรงข้ามกับข้อแรก แต่ก็ช่วยรักษาและช่วยกำจัดขนคุดออกไปได้เช่นกันค่ะ เพียงนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาวางประคบผิวบริเวณที่โกนขนไว้ประมาณ 5 นาที ความอุ่นจะช่วยคลายความระบม และยังเป็นการขยายรูขุมขนอีกด้วย

 

3. ทาครีมมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิว

หลังจากโกนขนทุกครั้ง สาว ๆ อย่าลืมทาครีมมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเป็นการบำรุงผิว เพิ่มความเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น และยังช่วยปกป้องผิวจากอาการผื่นคัน หรืออาการอักเสบที่อาจตามมา โดยควรเลือกใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ อันเป็นสาเหตุให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ แต่ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ หรือเชียบัตเตอร์ ที่มีวิตามินช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดีค่ะ

4. ใช้วิธีทางธรรมชาติ

หากสาว ๆ อยากใช้วิธีกำจัดขนคุดที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาตินั้น มีด้วยกันหลายสูตรเลยค่ะ โดยสาว ๆ สามารถเลือกน้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ หรือทีทรีออยล์ นำมาทาบาง ๆ บริเวณขนคุด ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที และล้างออกด้วยน้ำเย็น หรือจะนำแอสไพรินมาบดให้ละเอียด ผสมน้ำให้เข้ากัน แล้วนำมาทาทิ้งไว้บริเวณขนคุด ประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงแล้วล้างออก ก็สามารถช่วยให้ผิวหนังปรับสภาพได้ดี และกลับมาเรียบเนียนได้เร็วขึ้น

 

5. สครับขัดผิว

วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งจะช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังอ่อนลง ช่วยให้ขนคุดหลุดออกได้ง่าย ทั้งยังช่วยลดอาการผิวหนังอักเสบจากขนคุดได้อีกด้วย เพียงสาว ๆ หมั่นขัดผิวเป็นประจำ โดยอาจจะใช้ใยบวบขัดผิวเบา ๆ หรือใช้สูตรสครับอื่น ๆ จากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก ขมิ้น หรือสูตรขัดผิวจากน้ำตาลที่ผสมกับน้ำมันมะกอกและทีทรีออยล์ นอกจากจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนไร้ขนคุดแล้วยังดูขาวสว่างกระจ่างใสขึ้นอีกด้วยนะคะ

สูตรจากธรรมชาติ พลิกหน้าหมองให้ขาวใส

1. น้ำส้มแอปเปิลไซเดอร์ + ชาเขียว + น้ำตาล + น้ำผึ้ง ช่วยสครับผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใส

สูตรนี้เหมาะสำหรับสำหรับสาว ๆ ที่มีใบหน้าหมองคล้ำค่ะ เพียงผสมน้ำแอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะกับชาเขียว 2 ช้อนชา น้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาเข้าด้วยกัน มาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง กรด AHA ที่มีอยู่ในน้ำแอปเปิลไซเดอร์และน้ำตาลจะช่วยสครับเซลล์ผิวเก่าที่สะสมอยู่บนผิวหน้าให้หลุดออก ส่วนน้ำผึ้งและชาเขียวจะช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวหน้านุ่มชุ่มชื่นขึ้นและขาวกระจ่างใสขึ้นค่ะ

 

2. น้ำมะนาว + ขมิ้น ช่วยปรับผิวหน้าให้ขาวใสไร้ริ้วรอย

สูตรนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่อยากมีผิวหน้าขาวใสไร้ริ้วรอยค่ะ เพียงนำมะนาว 3 ช้อนชามาผสมกับผงขมิ้น 1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน มาสก์หน้าทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก เมื่อทำเป็นประจำจะเห็นได้ว่าริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป ผิวหน้าจะขาวสว่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สูตรนี้สาว ๆ สามารถใช้มะเขือเทศแทนขมิ้นได้ด้วยนะคะ เพราะมะเขือเทศมีสารฟอกผิวขาวตามธรรมชาติที่อ่อนโยนกับทุกสภาพผิวเลยค่ะ

 

3. โยเกิร์ต ช่วยฟื้นบำรุงผิวหน้าหมองคล้ำให้กลับมาขาวใสดูมีสุขภาพดี

ผิวหน้าหมองคล้ำของสาว ๆ สามารถกลับมาขาวใสอย่างมีสุขภาพดีได้ด้วยสูตรนี้ค่ะ เพียงผสมโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะกับข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวสด 1 ช้อนชาเข้าด้วยกัน มาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น กรดแลคติดที่มีอยู่ในโยเกิร์ตจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำบนใบหน้า และช่วยฟื้นบำรุงผิวหน้าที่หมองคล้ำจากการโดนแสงแดดทำร้ายให้กลับมาขาวใสอย่างมีสุขภาพดีได้อีกครั้ง

 

4. มะละกอ ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวหน้าขาวอมชมพูกว่าที่เคย

วิธีนี้ง่ายมากสำหรับขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไปจากผิวหน้าค่ะ เพียงแค่นำมะละกอสุกมาบดให้ละเอียด แล้วมาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาทีจากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น เอนไซม์ที่มีอยู่ในมะละกอจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวจะค่อย ๆ จางลง ทำวันละ 2 ครั้งจะเห็นได้ว่าผิวหน้าที่เคยหมองคล้ำจากจุดด่างดำที่เกิดจากสิวจะค่อย ๆ ขาวกระจ่างใสอมชมพูอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

 

5. แตงกวา + เจลว่านหางจระเข้ + มะนาว ช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวหน้าขาวเนียนนุ่มน่าสัมผัส

แตงกวาที่อุดมไปด้วยวิตามิน A, B5, C, E และ K สามารถฟื้นบำรุงให้ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยจุดด่างดำกลับมาขาวใสได้อีกครั้งค่ะ เพียงสาว ๆ นำแตงกวามาบดให้ละเอียด ผสมกับเจลว่านหางจระเข้ ½ ช้อนชา และน้ำมะนาว 1 ช้อนชาเข้าด้วยกัน นำมามาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที วิธีนี้เมื่อทำซ้ำทุกวันจะรู้สึกได้ว่าผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื่นน่าสัมผัส และจะค่อย ๆ ขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

 

6. น้ำนม ช่วยบำรุงและปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใสขึ้น

สาว ๆ ทราบไหมคะว่าน้ำนมอุดมไปด้วยวิตามิน A, D, ไบโอตินและกรดแลคติกที่ช่วยทำให้ปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใสขึ้นได้ค่ะ เพียงสาว ๆ ผสมนม 4 ช้อนโต๊ะเข้ากับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ นำมานวดเป็นวงกลมบนใบหน้าเป็นเวลา 10 นาที จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งอีกประมาณ 10 นาที วิธีนี้เมื่อทำซ้ำทุกวันจะเห็นได้ว่าผิวหน้าเนียนนุ่มและขาวใสดูมีออร่ามากขึ้นค่ะ

 

7. ไข่ขาว + ข้าวโอ๊ต + น้ำมะนาว ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสเรียบเนียน

สำหรับสาว ๆ ที่อยากมีผิวหน้าขาวใสและเรียบเนียนไร้รูขุมขนกว้าง สูตรมาสก์หน้านี้ช่วยได้ เพียงนำไข่ขาว 1 ฟองผสมกับข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ทาลงให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หลังมาสก์หน้าสาว ๆ จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าผิวหน้าขาวเนียนใสและชุ่มชื่นขึ้นค่ะ

 

8. สตรอว์เบอร์รี ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ขาวเปล่งปลั่ง

สตรอว์เบอร์รีมีกรดซาลิไซลิก และกรดแอลฟ่าไฮดรอกแอซิด มีคุณสมบัติในการฟอกสีผิวได้ดี เพียงสาว ๆ นำสตรอว์เบอร์รีสดจำนวน 4-5 ลูกมาบดให้ละเอียด จากนั้นเติมน้ำผึ้งผสมลงไป 1 ช้อนโต๊ะคนให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 40 นาที แล้วล้างออก จะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้าขาวเปล่งปลั่ง รอยหมองคล้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปากแตกหน้าหนาวจัดการได้

1. ทาลิปบาล์มเป็นประจำ

วิธีแก้และป้องกันปากแตกสุดเบสิกก็คือการทาลิปบาล์มเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปากนั่นเองค่ะ ซึ่งลิปบาล์มจะสามารถช่วยล็อกความชุ่มชื้นได้ดี แต่ทั้งนี้สาว ๆ จะต้องไม่แคะ แกะ เกา หรือเลียริมฝีปากด้วยนะคะ อีกทั้งควรจะทาลิปบาล์มซ้ำอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ปากมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา และนอกจากลิปบาล์มแล้วสาว ๆ ยังสามารถใช้น้ำมันมะกอก ออยล์ หรือน้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติได้อีกด้วย เพราะน้ำมันเหล่านี้นอกจากจะช่วยเคลือบริมฝีปากและบรรเทาอาการริมฝีปากแห้งแตกได้แล้ว ยังจะช่วยให้ปากนุ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ

2. สครับริมฝีปาก

สำหรับใครที่ปากแตก แต่อาการยังไม่หนักมากจนถึงขั้นแสบหรือเลือดออก ให้ใช้สูตรสครับริมฝีปากเพื่อกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไปอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยสูตรนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการใช้น้ำตาลทรายแดง ผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมันมะกอกอย่างละ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน จากนั้นให้นำมาสครับที่ริมฝีปากเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาทีแล้วใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดออก วิธีนี้จะช่วยทำให้ริมฝีปากที่ลอกหลุดออกได้ค่ะ แต่ก็อย่าทำบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ปากแห้งไปกันใหญ่ แล้วก็อย่าลืมทาลิปบาล์มบำรุงทุกครั้งหลังสครับเพื่อให้ริมฝีปากชุ่มชื้นด้วยนะคะ

 

3. ปากแตกจนแสบ มีเลือดออกซิบ ๆ แก้ได้ด้วยน้ำผึ้ง !

น้ำผึ้งแท้จะมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ อีกทั้งยังช่วยสมานแผลได้ดี ดังนั้นใครที่มีอาการปากแตกหนักมากจนถึงขั้นแสบและเลือดออก วิธีนี้สามารถช่วยได้ค่ะ โดยให้นำน้ำผึ้งมาทาที่ริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดออก หากทำบ่อย ๆ อาการปากแตกจนแสบหรือมีเลือดออกจะค่อย ๆ บรรเทาลง จนหายดีในที่สุดค่ะ

4. จิบน้ำตะไคร้บ่อย ๆ

เนื่องจากน้ำตะไคร้มีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ สำหรับคนที่ปากแตกเพราะดื่มน้ำน้อย ขาดน้ำ น้ำตะไคร้จะช่วยแก้ริมฝีปากแห้งแตกได้ดีเลยค่ะ โดยให้จิบน้ำตะไคร้บ่อย ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าปากที่เคยแห้งและแตกจะหายไป จนทำให้คุณกลับมาฉีกยิ้มได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

 

5. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี

เพราะวิตามินบีมีความสำคัญกับผิวหนังและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมไปถึงริมฝีปากด้วยเช่นกัน ดังนั้นในแต่ละมื้อนอกจากจะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่แล้ว สาว ๆ ควรจะเสริมอาหารที่มีวิตามินบีเข้าไปด้วย อย่างเช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว ตับ และถั่วต่าง ๆ เป็นต้น

6. ดื่มน้ำให้มาก

ข้อนี้ถึงแม้จะเป็นวิธีแก้เรื่องพื้น ๆ แต่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สาว ๆ ควรจะทำให้ได้นะคะ เพราะสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปากแตก ปากแห้งนั้น ส่วนใหญ่มักมาจากการที่ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ขาดความชุ่มชื้น และเกิดอาการปากแตกได้ในที่สุด ซึ่งในแต่ละวันสาว ๆ ควรจะดื่มน้ำเปล่าให้ได้มากถึง 7-8 แก้ว หากดื่มเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน นอกจากอาการปากแตกจะหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว ผิวของคุณสาว ๆ ยังจะเนียนนุ่มชุ่มชื้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

วิธีรักษาสิว ราคาประหยัด

1. ใช้ยาสีฟันแต้มสิว

สาว ๆ คงคาดไม่ถึงกันสิว่า ของที่ใช้กันอยู่ทุกวันอย่างยาสีฟัน จะนำมารักษาสิวได้ด้วย ทั้งนี้เพราะในยาสีฟันมีส่วนผสมที่ช่วยกำจัดสิวได้ เช่น ซิลิกา เบกกิ้ง โซดา ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ไตรโคลซาน เป็นต้น โดยยาสีฟันที่ใช้แต้มสิวควรเป็นยาสีฟันสีขาวแบบธรรมดา ห้ามใช้ยาสีฟันแบบหลากสี หรือแบบไวท์เทนนิ่ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง อีกทั้งสารฟอกขาวในยาสีฟันอาจทำให้ผิวหน้าไหม้ได้ค่ะ

2. แต้มสิวด้วยเบตาดีน

เชื่อว่าที่บ้านของสาว ๆ ทุกคนคงมีเบตาดีนติดตู้ยาสามัญประจำบ้านกันไว้อยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ นอกจากเบตาดีนจะใช้รักษาบาดแผล แผลสดต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถนำมาใช้แต้มสิวอักเสบได้อีกด้วย เพียงแต้มทิ้งไว้ 1 คืน สิวก็จะค่อย ๆ ยุบตัวลงแล้วค่ะ แถมยังใช้แต้มรักษาแผลสิว ช่วยให้แผลแห้งได้เร็วยิ่งขึ้น

 

3. ใช้ยาแอสไพรินแต้มสิว

อีกหนึ่งยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีทุกบ้าน เพียงแต่ไม่ได้นำมาทานนะคะ แต่เป็นการนำเม็ดยาแอสไพรินมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำพอให้เป็นเนื้อครีม แล้วนำมาแต้มบาง ๆ ที่หัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จะช่วยให้สิวยุบตัวเร็ว เพราะในแอสไพรินมีสาร BHA หรือ Salicylic Acid ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบ ลดการเกิดสิวอุดตัน ทำให้สิวจางลง และยังช่วยผลัดเซลล์ผิวได้อีกด้วย

4. แต้มสิวด้วยกระเทียม

คราวนี้สาว ๆ ลองมองของคู่ครัวอย่าง กระเทียม ดูบ้าง เพราะไม่เพียงแต่จะใช้ทำอาหารแล้ว ยังนำมารักษาสิวได้ผลดีอีกด้วย เพราะกระเทียมมีซัลเฟอร์ ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย ทำให้สิวแห้งยุบตัวเร็ว ทั้งยังช่วยลดจุดด่างดำและแผลเป็น เพียงหั่นกระเทียมเป็นแว่นบาง ๆ และนำมาทาที่หัวสิว ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก หรือ บดกระเทียมจำนวนหนึ่งผสมกับกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย ชุบด้วยสำลีแล้วนำมาทาหน้าก็ได้เช่นกันค่ะ

 

5. ไข่ขาวพอกหน้า

นอกจากจะนำไข่มาทำอาหารแล้ว เรายังสามารถนำไข่ขาวมารักษาสิวได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวขาว เพียงนำสำลีชุบไข่ขาว ทาบาง ๆ ให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้จนแห้งแล้วลอกออก จะช่วยกำจัดสิวเสี้ยนออกมาได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ไข่ขาวยังช่วยลดสิวอักเสบได้เช่นกัน เพียงนำไข่ขาวแต้มสิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที หรืออาจแต้มทิ้งไว้ทั้งคืนแล้วล้างออก จะช่วยให้สิวแห้งลงค่ะ

6. พอกหน้าด้วยมะเขือเทศ

นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นแว่น ๆ หรือนำไปบดเป็นเนื้อเดียวกัน อาจผสมน้ำมะนาวสักเล็กน้อย จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยรักษาสิวผด สิวอุดตันได้ ทั้งนี้เพราะในมะเขือเทศมีสารสำคัญที่ดีต่อผิวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไลโคปีน แคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน กรดอะมิโน วิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะ วิตามินซีที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยรักษาสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ดี และยังทำให้ผิวหน้านุ่มชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย

7. ใช้ดินสอพองพอกหน้า

นำเม็ดดินสอพองมาละลายกับน้ำเปล่าหรือน้ำมะนาว คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาแต้มหัวสิว หรือพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด พอกเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่หากคุณเป็นคนผิวแห้ง แนะนำให้ใช้น้ำผึ้งแทนน้ำมะนาว จะทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ดีกว่าค่ะ ทั้งนี้เพราะดินสอพองจะช่วยบรรเทาสิวอักเสบ ช่วยลดความมันบนใบหน้า และยังช่วยลดจุดด่างดำจากสิวได้ดีอีกด้วย

เผยผิวสวยมั่นใจไร้กังวล

วิธีกำจัดขนรักแร้

สาว ๆ ส่วนใหญ่ใช้วิธีโกนขนรักแร้ เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก แต่ก็อาจทำให้ผิวหนังคล้ำง่าย อีกทั้งขนยังขึ้นเร็ว แถมยังมีโอกาสเกิดขนคุดง่ายอีกด้วย ซึ่งหากสาว ๆ สะดวกใช้วิธีนี้ก็ควรใช้มีดโกนที่คม พร้อมกับใช้สบู่ เจลหรือครีมโกนขน จะช่วยให้โกนง่ายขึ้นค่ะ แต่หากไม่อยากให้ผิวบริเวณรักแร้สัมผัสกับใบมีดบ่อย ๆ เสี่ยงต่อการโดนบาด ก็ใช้วิธีกำจัดขนด้วยการแว็กซ์ขนรักแร้ทุกเดือน กำจัดได้ถึงรากถึงโคน ยิ่งถ้าแว็กซ์เป็นประจำ จะช่วยให้ขนรักแร้ขึ้นช้า และบางลง แถมรักแร้ไม่ดำอีกด้วย แต่ก็อาจแลกมาด้วยความเจ็บเล็กน้อย ส่วนอีกวิธีที่แนะนำถือว่าเป็นวิธีการกำจัดขนถาวรที่ดีที่สุด ช่วยกำจัดขนออกไปได้มากถึง 70-90% แถมยังทำให้ขนขึ้นใหม่น้อยลงจนถึงไม่ขึ้นเลยก็มี ก็คือการทำเลเซอร์ขนรักแร้นั่นเอง

วิธีกำจัดขนแขน

สาวขนดกทั้งหลายคงรู้สึกแปลก ๆ และไม่ค่อยชอบใจเท่าไรที่แขนของตัวเองมีขนขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งวิธีกำจัดขนแขนที่แนะนำก็คือการใช้แผ่นแว็กซ์ขน ที่เป็นแว็กซ์แบบแผ่น ใช้แปะตามแนวขน แล้วดึงออกย้อนรอยขน จะช่วยกำจัดขนได้อย่างเรียบเนียน แต่ก็ต้องทนเจ็บเอาสักนิดนะคะ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการใช้ครีมกำจัดขน โดยสารเคมีในครีมจะทำปฏิกิริยากับขนให้รากขนอ่อนตัวและหลุดออก นอกจากนี้การใช้เครื่องถอนขนไฟฟ้า จะช่วยถอนขนจากรากได้ครั้งละมาก ๆ คล้ายกับการใช้แหนบอันใหญ่ ทำให้แขนของคุณเรียบเนียนได้ยาวนานกว่าการโกน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ เพราะจะทำให้ขนขึ้นใหม่ทั้งแข็งและหยาบได้ค่ะ

 

วิธีกำจัดขนขา

วิธีกำจัดขนขาที่เป็นวิธีที่เบสิกสุด ๆ และสาว ๆ หลายคนก็คงใช้วิธีนี้ นั่นก็คือ การโกนขนขานั่นเอง ถึงแม้ว่าขนที่ขึ้นมาใหม่จะแข็งก็ตาม แต่ถ้าโกนเป็นประจำ ก็สามารถกำจัดขนได้อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งการโกนขนขานั้น ก็ต้องมีเทคนิคเล็กน้อย โดยควรใช้เจลหรือครีมโกนขนทาบริเวณขาก่อนโกน จะช่วยให้โกนขนได้ง่ายทั้งยังช่วยบำรุงผิวไปในตัว รวมไปถึงหมั่นขัดผิวเป็นประจำเพื่อขจัดเซลล์ผิวหนังเก่า ๆ และช่วยลดปัญหาขนคุดด้วย แต่ไม่ควรขัดผิวหลังโกนขน เพราะเป็นช่วงที่ผิวกำลังบอบบาง อาจทำให้ผิวหนังอักเสบ แสบแดงได้ แต่ถ้าคุณสาว ๆ ทนความเจ็บปวดได้ แนะนำให้ใช้วิธีแว็กซ์ขนขา ซึ่งจะช่วยกำจัดขนได้นาน 3-6 สัปดาห์เลยทีเดียว หรืออาจใช้ครีมกำจัดขน ก็ช่วยกำจัดขนได้นานหลายสัปดาห์เช่นกัน แต่ควรใช้อย่างระมัดระวัง อย่าทาทิ้งไว้นานกว่าที่ฉลากระบุไว้ เพราะอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้ค่ะ

 

วิธีกำจัดขนแนวบิกินี่

ถ้าสาว ๆ อยากใส่ชุดบิกินี่แบบไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรโผล่แพลมออกมา วิธีกำจัดขนแนวบิกินี่ที่แนะนำก็คือการโกนขนแนวบิกินี่ค่ะ ถึงจะกำจัดขนได้ไม่นานเท่าวิธีอื่น ๆ แต่เป็นวิธีที่ไม่เจ็บตัวมาก แถมทำได้เองที่บ้าน โดยควรโกนขณะที่ขนเปียก แล้วใช้เจลหรือครีมโกนขนแทนสบู่จะทำให้โกนง่ายขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่งที่ฮิตกันก็คือ บิกินี่แว็กซ์ ที่มีทั้งแบบแว็กซ์ร้อน แว็กซ์เย็นให้เลือกใช้กัน ซึ่งใช้วิธีนี้แล้วขนจะใช้เวลาขึ้นใหม่ประมาณ 6 สัปดาห์ หรืออีกวิธีที่นิยมแต่ก็มีราคาสูงขึ้นมาหน่อย ก็คือการทำเลเซอร์ขนแนวบิกินี่ เพราะนอกจากจะไม่เจ็บแปล๊บเหมือนการแว็กซ์ขนแล้ว ขนยังขึ้นช้า โดยอยู่ที่ประมาณ 6-8 สัปดาห์ค่ะ

กำจัดสิวให้หายเกลี้ยง

1. ดูแลสุขอนามัยให้สะอาด

สาเหตุของสิวที่ก้น เกิดจากเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ในร่มผ้า โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบออกกำลังกาย อย่าปล่อยให้เหงื่อหมักหมมอยู่นาน ๆ แต่ควรหมั่นชำระล้างผิวบริเวณก้นให้สะอาดอยู่เสมอ อาจใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของเบนโซอิล เปอร์ออกไซด์อย่างน้อย 2% ร่วมด้วย เพื่อช่วยทำความสะอาดน้ำมันส่วนเกินและช่วยกำจัดสิวที่ก้นได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

2. สครับขัดผิวเป็นประจำ

อาบน้ำทำความสะอาดอย่างเดียวคงยังไม่พอ แต่ควรสครับขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ขัดเบา ๆ ขณะอาบน้ำด้วยใยบวบจากธรรมชาติ หรือใช้สูตรสครับจากกากกาแฟ หรือเกลือขัดผิว เพื่อเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ไม่เรียบเนียนออกไป

 

3. ทายาสิว

การทายาฆ่าเชื้อสิว หรือยาทาสิวที่ใช้ทาหน้าอยู่เป็นประจำ ก็สามารถนำมาแต้มสิวบริเวณก้นได้เช่นกัน โดยอาจเลือกยาทาสิวที่มีส่วนผสมของเบนโซอิล เปอร์ออกไซด์ กรดซาลิซิลิก หรือกรดอัลฟ่าไฮดรอกซีมาใช้ ก็ช่วยให้สิวที่ก้นยุบตัวลงได้เร็วขึ้นค่ะ

4. รักษาด้วยสูตรธรรมชาติ

หลังจากอาบน้ำและทำความสะอาดผิวจนแห้งแล้ว ลองนำน้ำมะนาว หรือน้ำแอปเปิลไซเดอร์ มาทาบริเวณสิวที่ก้น ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น หรือแต้มด้วยทีทรีออยล์หรือน้ำมันมะพร้าวทิ้งไว้ ก็ช่วยลดสิวที่ก้นได้ เพราะน้ำมันดังกล่าวเป็นน้ำมันที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

 

5. สวมเสื้อผ้าสะอาดและระบายอากาศ

นอกเหนือจากความสะอาดของร่างกายแล้ว เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ควรสะอาดด้วยเช่นกันค่ะ หมั่นเปลี่ยนชุดชั้นในบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมม รวมถึงควรสวมใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป โดยเลือกเนื้อผ้าที่โปร่งสบาย เช่น ผ้าฝ้าย ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่ทำให้เกิดการอับชื้นและไม่เป็นที่สะสมของเหงื่อไคล อันเป็นสาเหตุของสิวที่ก้นได้

6. ทานอาหารที่มีประโยชน์

หลังจากที่ดูแลรักษาสิวจากภายนอกไปแล้ว ก็หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพภายในกันบ้างด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ ลดอาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ รวมไปถึงควรดื่มน้ำให้มาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกายและผิวหนังค่ะ

Skip to toolbar